coup  ครบ 6 ปี แล้วสำหรับเหตุการณ์ยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะนายทหาร และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรมากมาย และแน่นอนว่า ไม่มีใครคาดคิดว่า เมื่อ 6 ปีผ่านไปแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น จะออกมาในลักษณะนี้ ลักษณะที่ไม่อาจเรียกได้ว่า แทบทุกภาคส่วนที่กอรปขึ้นมาเป็นสังคมไทย แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญได้เลย

 

 

 

 

 

 

{youtube width="470"}Tm7W3OXu_zw{/youtube}

   บางคนอาจแย้งว่า ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งขึ้น สามารถเรียกร้อง ต่อรองจากภาครัฐได้มากขึ้น แต่หลายคนก็แย้งว่า นั่นคือภาพลวงตา การชุมนุมเรียกร้องของภาคประชาชนล้วนถูกปลุกเร้าให้ออกมาเดินตามจังหวะปี่ กลอง หรือเสียงนกหวีด ที่ยังคงให้จังหวะโดยฝ่ายการเมืองอยู่เช่นเคย อาจต่างเพียงแค่ว่า มีหลักประกันอย่างหนึ่งคือ หากไม่แตกออกนอกแถว ท้องอาจไม่กิ่วเหมือนที่เคยรับรู้รสชาติของมันมาแล้ว และการออกมาเรียกร้องแต่ละครั้งของภาคประชาชนนั้น กฎกติกาและความรุนแรงไม่ได้ถูกระงับยับยั้งเอาไว้เหมือนเมื่อครั้งในอดีต ซึ่งนั่นย่อมสะท้อนภาพของความละอายต่อบาปของบรรดานักการเมืองได้เป็นอย่างดี ว่าอยู่ในระดับใด

 

 

coup

coup
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามแต่ ก็คือ ลัทธิบูชาบุคคล ที่ทำให้คนเชื่อมั่น ทั้งในแง่การเป็นแบบอย่าง ระบบการบริหารบุคคล การตัดสินใจ รวมไปถึงการกำหนดกฎกติกาใหม่ๆ อันหมายถึงการกำหนดทิศทางที่จะก้าวเดินไปอย่างไม่น่าเชื่อ และไม่สนใจว่า คนผู้นั้นจะเป็นอย่างไร ละเมิดจริยธรรม หรือศีลธรรมอันดีที่เป็นกรอบเบื้องต้นในการรักษาการอยู่ร่วมกันของผู้คนใน สังคม ถึงขั้นที่ผลการสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆ ระบุตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า โกงได้หากว่า ทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อ 6 ปีก่อน
coup

coup
สิ่งที่น่าใจหายสำหรับบรรดา “หัวก้าวหน้า” โดยเฉพาะผู้ที่เพรียกหาประชาธิปไตย ร่ำร้อง อยากจะเห็นฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินนั่นต่างหากที่น่าเสียอกเสียใจแทน เพราะผู้ที่เคารพบูชาปลุกปั้นขึ้นมาจนได้อำนาจและเสียงส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว ก็ยังคงไม่ใส่ใจต่อฝันของพวกเขา ได้อำนาจไปแล้วแต่กลับจับจ้องอยู่แต่เพียงผลระยะสั้นที่สร้างความมั่นคงให้ แก่รัฐบาล และธุระของผู้มีบารมีนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ละทิ้งนักฝัน ให้เร่ขายความฝันของตนเองต่อไป
coup
เมื่อความเชื่อของคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินไปในทิศทางนี้ เมื่อกลุ่ม “หัวก้าวหน้า” ยังเลือกที่จะรอและให้อภัยต่อผู้ปกครองที่เริ่มแสดงท่าทีว่าอาจเบี้ยวได้ทุก เมื่อ และเมื่อผู้มีอำนาจก็ไม่ยี่หระต่อระบบตรวจสอบทั้งในรูปแบบขององค์กรอิสระ และตัวแทนประชาชนที่นับวันจะยิ่งอ่อนแอ ทั้งในแง่ของจำนวนเสียง และรูปแบบ-เนื้อหาในการตรวจสอบ นับจากนี้ไปสังคมไทยที่ทับซ้อนไปด้วยความผิดเพี้ยนมันก็จะเริ่มสำแดงผลของ มันออกมา อาจจะน้อยแล้วค่อยๆ แรงขึ้น หรืออาจจะระเบิดออกมาครั้งเดียว นั่นก็แล้วแต่ว่า เราทั้งหลายจะช่วยกันคนละไม้ละมือเร่งปฏิกิริยาความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

 

ที่มา: http://www.komchadluek.net

Go to top