ครั้งหนึ่งในชีวิตของการเดินทาง

บทที่ 20 โดย : ไอ้หัวเป็ด โคราช

T257

ไก่ชนผู้เดินทาง 2 ต่อ ถ่อมาไกล เพื่อความหมายแห่ง “ชัยชนะ” (ของใครกัน)

เด็กหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมชะตากรรมของ “ชีพจรลงเท้า” ไม่เคยได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง จริงๆ จังๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ แรกเริ่มเมื่อมารดาให้กำเนิด พอได้ลืมตาดูโลก เพียง 15 วันเท่านั้น (ในช่วงชีวิตของยาย มักคอยพูดเตือนความทรงจำ ให้ฟังเสมอ)

ก็ตกเป็นภาระเลี้ยงดูจากผู้เป็น “ตา ยาย” และญาติฝ่ายแม่ อันมี “น้าๆ” ทั้งหลายผลัดเปลี่ยนกันดูแล ยังโชคดีของเด็กคนนี้ ที่ได้ถือกำเนิดมา “เป็นหลานชายคนแรก” ของ “ตา ยาย” และ พวกน้า “ในบ้านเช่า” ครั้งหนึ่ง เหมือนว่าทุกคนจะมีความสุข และพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ “เด็กคนนี้เลยไม่ถูกเอาไปทิ้งขยะ” เหมือนข่าวในปัจจุบันนี้ (คิดให้เยอะเข้าไว้นะวัยรุ่น ทำกันได้ ต้องรู้รับผิดชอบ) ที่เราๆ ท่านๆ เคยได้ยินกันจนคุ้นชิน “เด็กชาย” คนนี้ จึงได้รับ “ความรัก” อย่างมากมาย จากญาติผู้ใหญ่ และผู้คนรอบข้าง (ญาติเยอะ) ตั้งแต่เริ่มจำความได้ คงด้วยเหตุผล “เวทนาลูกกำพร้า” ไอ้เด็กนั้นก็เลยได้รับการเอาใจใส่ จนถึงตามใจจากสองตา ยาย เสมอมา (คงหวังให้หลานไม่มีปมในใจ) จึงทุ่มเทความรักให้ “หลานชายคนเดียว” ในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะ “คุณตา” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความรักนั้นชั่งหาค่ามิได้ (เหมือนท่านได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ลงดิน) ทิ้งไว้ให้โลก หาก “เพียงความทรงจำ” ที่มีต่อคุณตา มันรางเลือนจริงๆ อนิจจาโลกนี้ไม่เที่ยง พอไอ้เด็กนั้นเขาเรียนชั้น “อนุบาล” เท่านั้นเอง ผู้เป็น ”ตา” ก็จากโลกใบนี้ไปเสียแล้ว ด้วยอาการของโรค “หัวใจโต” (ตาเป็นคนใจใหญ่อยู่เสมอ) ไม่เกรงกลัว (สิ่งไม่ดี) ไม่ว่าคน หรือผี (ผู้มีวิชา) เด็กนั้นมันยังไม่เข้าใจหรอกครับไอ้เรื่อง “ความตาย” คืออะไร มันเป็นสิ่งใดกันแน่ หลังจากน้าไปรับ กลับจากโรงเรียน “อนุบาลดอกบัว” ประจำจังหวัด พอถึงบ้าน เด็กน้อยจำได้รางๆ ว่า เห็นญาติพี่น้องมารวมตัวกันเต็มบ้านเลย น้าๆ ก็ร้องไห้กันใหญ่ ปกติแล้วพอเลิกเรียนกลับถึงบ้าน ก็จะตรงดิ่งไปหา “ตา” ทันที เป็นเช่นนี้ประจำ เหตุเพราะ ”ตา” เป็นคนที่ชอบ ประดิษฐ์สิ่งนั้นสิ่งนี้ สร้างสรรค์ของเล่นสวยๆ งานฝีมือที่ทำจากไม้อยู่เสมอ “เรียกได้ว่า” ตาเป็นช่างฝีมืองานศิลป์ (แรกเริ่มเดิมที ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณตา ท่านเคยเป็น ”ครู” ประกาศ) สมัยช่วงสงครามโลกครั่งที่ 2 ขณะมีลูกชายคนแรก “ลูกคนโต” ของแกยังเป็นเด็กกระเปี๊ยก ตัวเล็กๆ อยู่เลย (ลุงของเจ้าเด็กนั้น) ดังนั้น “ตา” ท่านจึงมีลูกศิษย์ ลูกหา และผู้คนที่เคารพนับถือมากมาย ด้วยความเอื้ออาทรต่อผู้มาขอความช่วยเหลือ “ตา” มีวิชาดี (ไม่ใช่หมอผี หรือร่างทรงนะครับ) เรียกว่า พระเวท ”สายขาว” มนต์คาถาปัดเป่าโรคได้ (เป็นศรัทธาความเชื่อของคน) ศรัทธาจึงก่อเกิด “ปาฏิหาริย์” อย่างโรคบางโรค เช่น คางทูม ตาแดง ปวดฟัน (ใช้ว่าน สมุนไพรประกอบ) เป่าแล้วหายได้จริงๆ ก้างปลาติดคอ ตาแกทำน้ำมนต์ พอดื่มเข้าไปแป๊บเดียว “โล่งเลย” เรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้านครับ นั้นคือคุณความดีของคุณตา ที่ลุง น้าๆ รวมถึงผู้เฒ่า ผู้แก่ ที่รู้จักแก มักเล่าให้ฟังเสมอ เห็นภาพเลยครับ ก็เลยคิดใน “จินตนาการ” ไปว่าคุณตา คือ ชายชรายอดซุปเปอร์ฮีโร่ ของทุกคนเลยครับ(ซุปเปอร์ รากหญ้า)

ขณะที่ร่างไร้ลมหายใจ ของตานอนสงบนิ่ง บนที่นอนยัดนุ่น แบบพับสองท่อน หนึ่งคนนอนพอดี ที่คุ้นเคยของตา มุมเดิมที่ตาเคยนอน บัดนี้มีน้าชายนั่งอยู่ข้างๆ ร่างกายที่ “เย็น” เด็กน้อยรูสึกได้ ขณะนั่งจับแขนของตาเขย่าเบาๆ ตื่นๆ ตา ผมกลับมาแล้ว ไม่มีเสียงตอบกลับ ทุกอย่างสงบ มีแต่เสียงคนรอบข้าง บ่นอะไร ร้องไห้อะไร เสียใจทำไม สิ่งเหล่านี้ยากที่เด็กอนุบาล จะเข้าใจได้ นั้นนะหรือคือความตาย นั้นนะหรือคือความพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจ มนุษย์ทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วต้องพบพาน ถือเป็นวาสนา ผูกพันคือโชคชะตา พลัดพรากเป็นชะตากรรมที่เราต้องผูกกับสิ่งเหล่านี้นะหรือ “เด็กน้อย” นั่งเหม่อลอยทอดอารมณ์ ด้วยความสงสัยน้ำในตาน้อยๆ ไหลออกมาอย่างแปลกใจ (ทำไม อะไร อย่างไร...???)

พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ใน ”พระไตรปิฎก” ว่า หากมีภาชนะมาลอง ”น้ำตา” ของมนุษย์เรา ในความเสียใจ ดีใจ ในแต่ละชาติ ของพวกเราทั้งหลาย ที่เวียนว่าย ตายเกิดในโลกนี้ นับภพ นับชาติไม่ได้ (อเนกชาติ) น้ำตาของแต่ละคนที่ได้นั้น “ท่านว่า” มากกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก (มนุษย์ ต้องเวียนว่ายใน “สังสารวัฏ” ต้องพบกับของเดิมๆ นี้ ไม่จบสิน เสียที)

ผ่านฤดูกาล 18 ฝน คนก็โตขึ้นตามเวลา เท่าที่ควรจะเป็นไป เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามา ควรค่าให้จดจำ บ้างในบางสิ่ง บางสิ่งก็ลืมๆ ไปเสียได้ก็ดี ช่วงวัยรุ่นใครๆ ก็เป็นกัน ไอ้ความดื้อรั้น ถือดี อวดเก่ง หัวแข็งไม่ฟังใครนี้ละก็ เป็นเหมือนกันทุกคน ลองหลับตานึกดูให้ดีๆ ก่อนที่จะว่าใครเขา ไม่มีใครจะตรงได้เหมือนไม้บรรทัดหรอกครับ การกระทำที่เป็นไป มันก็เป็นเพราะ “โฮโมน วัยว้าวุ่น” ของวัยเท่านั้นเอง จะทำให้สมดั่งใจของใครต่อใครได้ไง ต่อให้พอใจวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไปอีกแบบแล้ว เรียกว่าทำจนหัวดำ เปลี่ยนเป็นหัวหงอก จนถึงตายไปเลย เกิดใหม่มาอีกที ก็หาจุดพอไม่ได้หรอก สำหรับคน

ก็เพราะเหตุไม่ถูกใจใครนี่ละครับ จึงถูกส่งกลับ จากโคราช ไปเลย สมัยนั้นรถ บ.ข.ส. สีส้มแบบธรรมดา เปิดหน้าต่างรับลม รับฝุ่น สมัยนั้นไม่มีรถสายยาวที่วิ่งรวดเดียวถึงจังหวัดเลย อย่างทุกวันนี้ ต้องไปลงที่จังหวัดชัยภูมิ แล้วจึงต่อรถไป “เลย” อีกที เรียกว่า 2 ต่อ หลังจากจบเรื่องทั้งหมดทั้งมวล ตัวผมพร้อมสัมภาระกระเป๋าสะพายหนึ่งใบ กับกล่องกระดาษ (สุราขาว ตรารวงข้าว) หนึ่งใบ เจาะรูโดยรอบ ข้างในมีไก่ชน อายุ 5 เดือน ขนสีเขียว ดำ เป็นไก่ชนโคราชแท้ ผมเรียกมันว่า “ไอ้เขียว” ตามลักษณะของมัน ผมวางบนตักมาตลอดการเดินทาง ด้วยกลัวมันดิ้นหลุด เพราะคนบนรถแออัดมาก ร้อน และฝุ่น ถนนหนทางสมัยนั้น ไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ มันเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ช่วงเข้า บ.ข.ส. “ชัยภูมิ” ยังคงเป็นถนนดินแดงอยู่เลย จึงเป็นแอ่งขังน้ำ บ่อโคลนเฉอะแฉะตอนหน้าฝน โคตรฝุ่นในหน้าแล้ง ในขณะที่รถกำลังวิ่ง โยกซ้ายที ขวาที ไอ้เขียวก็ดิ้นพรึบๆ ไม่ยอมหยุด มันคงตกใจในแรงกระแทกของรถ และเหนื่อยจากเดินทางไกล อึดอัดที่ต้องอยู่ในกล่องนานๆ ผมก็เหมือนกับไอ้เขียวละครับ อยู่ในกล่องมานาน อยากออกมาอิสระ สูดโอโซน รับอากาศบริสุทธิ์ ที่รออยู่ข้างหน้านั้น มองเห็น ทุ่งหญ้าสีเขียว ลมพัดเย็นสบาย ความสดใสในจินตนาการ ความหวังครั้งใหม่ของชีวิตอยู่ตรงหน้า เพื่อนเก่าที่จากกันนานจะได้พบกันใหม่ เมื่อคิดขึ้นมา มันก็เป็นกำลังใจ ทำให้หายเหนื่อยได้ อดทนไว้ก่อน “ไอ้เขียวเอย” ถึงบ้านแล้ว จะเช็ดน้ำให้สบายตัว ได้กินอิ่มๆ นอนให้สบายกันแล้ว (ที่เลย ผมก็อาศัยบ้านน้าสาวเหมือนเคยๆ) สงสัยคงเกิดมาเป็นธาตุอาศัย สมัยนั้นการเดินทางไปจังหวัดเลย ใช้เวลาเกือบทั้งวัน รู้สึกว่า ไปถึง บ.ข.ส เลย ก็ค่ำพอดี ประมาณทุ่มกว่าๆ ก็รถประเภทนี้จะดึงคนรายทาง หารายได้พิเศษกัน “เรียกว่าลาก” เมื่อก่อนคนต่างอำเภอต้องอาศัยรถสีส้มนี้ละครับ เข้าเมืองกัน เอาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปขาย นำข้าวของเครื่องใช้จำเป็นไปฝากลูกหลานที่เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง เพราะรถโดยสารน้อย รถทัวร์ (สมัยก่อนเขาเรียกกัน) ไม่ค่อยจอดรายทาง ค่าบัตร ค่าตั๋ว ราคาค่อนข้างแพง “คนชนบท” สิ่งไหนประหยัดได้ก็ต้องยอมๆ ไปตามสภาพละครับ ผมเข้าใจนะ ว่าเงินทองหายาก สมัยไหนๆ ก็หาเงินกัน เลือดตาแทบกระเด็นเหมือนๆ กัน สำหรับผมแล้วค่าโดยสารอาจจะแพงมาก ก็ยังหาเงินใช้เองไม่ได้นี้ครับ สรุปได้ว่า “เมืองเลย” ช่วงนั้นยังไม่เจริญเท่าไร

พอถึงในตัวเมืองเลย ลงรถโดยสาร สะพายกระเป๋าใบใหญ่ อุ้มกระลัง ไอ้เขียว เดินออกมาหน้า บ.ข.ส. เรียกสามล้อ ไปส่งที่บ้าน ซอยคำรณ สามล้อมาส่งถึงหน้าบ้าน ว่างของหน้าประตูรั่ว จ่ายสตางค์ค่าสามล้อ 5 บาท เรียบร้อย มองขึ้นไปบนบ้านยังเปิดไฟอยู่ คงนั่งดู ทีวี กัน ยังไม่นอน บ้านน้าที่ผมอาศัยท่านอยู่นี่ เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงชั้นเดียว 2 ห้องนอน มีระเบียงกว่างกั้นด้วยลูกกงไม้ที่กลึงเป็นหัวเม็ด ต่อกันเหมือนต้นอ้อย มีบันไดไม้ขึ้นไปหลายขั้น มีโอ่งมังกรหนึ่งใบตรงตีนบันได สำหรับใช้งานซักล้าง ใต้ถุนมีเข่งขยะแห้ง แคร่ไม้ไผ่ ที่เต็มไปด้วยตัวมอด กินเนื้อไม้เป็นผงๆ ผมเปิดประตูรั้วสังกะสีแบบยกขึ้น แล้วจึ่งเบี่ยงไปไว้อีกฝากหนึ่งของรั้ว ผมเข้าบ้าน วางของไว้ตีนบันไดบ้านขั้นที่ 2 รวมทั้งกล่องใส่ ไอ้เขียว แล้วเดินกลับไปปิดประตูรั้ว หันกลับมา น้าสาว ของผมก็ยืนอยู่หัวบันไดแล้ว สวัสดีครับ ผมไหว้น้า (น้าสาวคนนี้เป็นคนเลี้ยง และดูแลผมมาตั้งแต่เกิด ผมจึงเรียกแก ว่า "แม่" ) “เออ เป็นไงอยู่ไม่ได้หรือ” ไม่รู้จักอด จักทนเอา เขาว่านิด ว่าหน่อยก็ไม่อดทน เป็นแบบนี้จะไปอยู่กับใครเขาได้ น้าหยิบกระเป๋าผมขึ้นบ้าน ไม่พูดอะไรต่อ ได้ยินเสียงคุยกับน้องสาว ซึ่งเป็นลูกคนเดียวของน้า (ก็เด็กกำพร้าอีกเหมือนกัน) “ไอ้...มา อยู่กับเขาไม่ได้” คนเรานะ ย่อมมีเหตุผลส่วนตัว บอกใครได้ไง “ชั่งเถอะ” ผมเดินไปใต้ถุนบ้านหยิบเข่งใบหนึ่ง ที่ว่างเปล่ามาใบหนึ่งเพื่อให้ ไอ้เขียว พักชั่วคราว พรุ่งนี้เข้า กะจะออกไปซื้อสุ่มให้มันที่ตลาดสด ผมอุ้มไอ้เขียวออกจากลังกระดาษ ดูมันซึมๆ ไป คงเหนื่อยมาก ขี้แตกเต็มลังเลย “ถึงแล้วเพื่อน” ผมคุยกับไอ้เขียว สบายขึ้นละนะ พอขังไอ้เขียว ในเข่งไม้ไผ่สาน ไว้ใต้ถุนบ้าน เอาน้ำใส่ในชามกระเบื้องเก่าๆ ที่ขอบบิ่น คิดว่าน้าคงไม่ใช้แล้ว เสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นบ้าน เข้าห้องตัวเอง ห้องอีกห้องน้าเขาก็ยังเก็บไว้ให้ผมเหมือนเดิม น้าชายอีกคนสอบบรรจุครูได้ จึงไม่ค่อยกลับมาพัก ผมจึงอยู่ห้องเดิม หลังจากเก็บของเข้าที่ อาบน้ำเรียบร้อย เปิดตู้กับข้าวเอาอาหารที่ก่อนหน้านั้น น้าเพิ่งกินไป ออกมากินด้วยความหิว กินไป ก็ดูทีวีไปพราง และคืนนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่กลับมาเริ่มใหม่ คืนนั้นก็จบไปด้วยดี

8 โมงเช้า หลังจากทำธุระเสร็จสิ้น ก็ไปตลาดซื้อสุ่มไก่ เป็นไม้ไผ่สานฝีมือชาวบ้าน สินค้า OTOP เมืองเลย ได้มาหนึ่งใบ ลูกไม่ใหญ่มาก กำลังดีกลับบ้าน เอาเข่งที่เมื่อคืนนี้ขังไอ้เขียวไปไว้ที่เดิม เปลี่ยนสุ่มใหม่ให้ไอ้เขียวแทน ช่วงนี้ผมยังไม่ได้เรียนครับ ครั้งหนึ่งก็เคยเรียนวิทยาลัย วิชาชีพในตัวจังหวัด ก่อนจะไปอยู่โคราช ด้วยความเกเรของตัวเอง ก็ถูกออกครับ กลับมาครั้งนี้ก็จะสอบเข้าที่เดิม แผนกเดิมละครับ (ศิลป์ประยุกต์) ก็เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเปิดสอบแล้ว ผมเลยมีเวลาได้อยู่กับ “ไอ้เขียว” ทั้งวัน

จากวันที่มาจากโคราช จนถึงได้กลับเข้าไปเรียนที่เก่า เวลาก็ล่วงเลยไป ชีวิตก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกวัน มีเรื่องนั้น เรื่องนี้ ดีบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ยังไงชีวิตมันก็ไปของมันอยู่อย่างนั้น

“6 เดือนต่อมา” ไอ้เขียว” ต้อนนี้โตขึ้นเป็นหนุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน อายุ ขวบกับอีกหนึ่งเดือน แต่ใครๆ มองเห็นมันแล้วนึกว่า ไก่ เกือบ 2 ขวบ (ไม่แปลกหรอกครับ กินเก่ง ขุนดี) ผมเลยลงขมิ้น เพื่อให้มันรัด หมายความว่า ทำให้โตช้า หรือ แคระแกรน ขมิ้นจะทำให้หนังเหนียว และแน่น (คนเล่นไก่ชนเขาบอกมาอีกที) วิธี ตำหรือบด ขมิ้นชัน เป็นหัวสด ต้มน้าในหมอดิน ใส่ขมิ้นที่ตำละเอียด ห่อด้วยผ้าขาวบาง ลงต้มในน้าเดือดไม่ต้องมากกะพอประมาน เคี้ยวไฟให้พอดี แค่นี้ละครับ เทใส่ชาม นำเศษผ้า มาชุบรออุ่นๆ แล้วเช็ดตามใต้ปีก คอ แข้ง น้อง ใต้ซอกขา อก ทำอย่านี้ เช้า – เย็น ผมก็ทำอย่างเขาบอกทุกวัน เสาร์ อาทิตย์วันหยุดก็ พาไอ้เขียวไปซ้อมอยู่เสมอ มันก็ชนะไก่อื่น มาเรื่อยๆ เรียกว่า มันก็แน่เหมือนกัน สำหรับไก่ชน อายุน้อย และแล้ว

วันนั้นก็มาถึง ซึ่งเป็นเรื่อง น่าขำสำหรับใครบางคน สำหรับผมแล้ว ทั้งโมโห ทั้งพูดไม่ออก แต่ไอ้เรื่องที่ว่าขำนี้ มันขำไม่ออกหรอกครับคุณ

หลังจากเลิกเรียนปกติ กลับถึงบ้านอย่างอ่อนแรง และหิวข้าว กลางวันก็ไม่ค่อยได้กิน จึงรีบขึ้นบ้านค้นหากับข้าว ไอ้เราก็เห็นหม้อแกงตั้งอยู่บนเตา ยังมีไออุ่นๆ อยู่เลย จึงเข้าไปเปิดดูว่าอะไร “ต้มไก่ ใส่ใบมะขามอ่อน ครับ” หอมมาก กลืนน้ำลายเลยละครับ ข้างๆ มีชามสังกะสี สีขาวพร้อมช้อน หอมซอย และมะนาวที่ฝานไว้แล้ว ผมหิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่พูดมากถามไถ่ น้าคงทำเอาไว้ให้กินนั้นละ ผมก็บรรจงตักใส่ชาม โรยหอม บีบมะนาว เหยาะน้ำปลาเล็กน้อย เข้าไปในบ้านตักข้าวมาหนึ่งจานใหญ่ ออกมานั่งกินที่แคร่หน้าระเบียง น้ำต้มไก่สุยอดจริงๆ กลมกล่อม หรือคงเพราะหิว ก็มันอร่อยสุดๆ ไปเลย แต่ไอ้เนื้อไก่นี้ มันเหนียวไปหน่อย ยิงกินไป มันก็ยิ่งเหนียว เคี้ยวไม่ขาด กัดไม่เข้า อะไรกันวะ เลิกดีกว่า พอจะตักคำสุดท้าย เห็นแข้งสีเหลือง ยาวมีเดือยเป็นปุ่มเล็กๆ ใจหาย หูอื้อ เหมือนโดนชกเข้าจมูกอย่างจังๆ จนน้ำตาคลอเบ้า มึนงง พูดไม่ออก ตั้งสติได้ รีบกระโดดลงบ้านอย่างไม่สนบันได ชั่งหัวมันแล้วในตอนนี้ “เขียวเอย กุ๊กๆ กุ๊กๆ “ เขียว ๆๆ เรียกนาน สองนาน ไร้เสียงตอบ ทุกอย่างเงียบ นั่งจุกอก ชกหัวคัวเอง ปากก็ด่าทอ น้าตามันก็ไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ ใจมันอึกอัก บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นความจริงนะครับ ปรากฏว่าได้ความหลังจากน้าสาวกลับจากทำงาน ผมบอกหรือยังว่า” ยาย” ผม มีลูกหลายคน ก็หนึ่งในนั้นละ มันบอกว่าเห็นไอ้เขียวหน่วยก้านดี เลยเอาไปชนเดิมพัน (ซะเลย) แต่มันดันถูกเขาเตะจน “ตับแตกตาย” ผมไปดูในหม้อ “ไหนละวะตับ” ไอ้เวรเอ๊ย ไก่ขวบ กับเดือนเอง มันทำไปได้ไงวะ แถมยังทำแบบนี้กับเราอีก ไม่ควรเลยแท้ๆ ไอ้เราก็ไม่รู้เรื่อง รู้ราว เหตุเพราะความหิว “กินเนื้อเพื่อนลงไป ซะแล้ว” ไอ้เขียว ลูกพ่อ (ทุกอย่าง ทุกคน มันย่อมจบลงไป ตามๆ กัน อโหสิกรรม ให้) สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมของตน

LOGO Duck Head

Go to top