“พระผู้มีพระภาคตรัสว่า”

               ชีวิตนี้น้อยหนอ มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป มนุษย์ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล

บทที่ 33 โดย : ไอ้หัวเป็ด โคราช

T270

สภาวะธาตุ “น้า” คุณลักษณะของน้ำ มีความ “เอ่ออ่า” เป็นธรรมชาติ ของเหลวที่อาศัยภาชนะรองรับ คล้อยตามสะภาพภูมิประเทศ เคลื่อนไหวไปตามแรงดึงดูดของโลก กับดาวเคราะห์น้อย อย่างดวงจันทร์ ปรับสถานะไปตามความลาดต่ำของพื้นผิวภาชนะ เปลี่ยนรูปทรงตามลักษณะสภาพแวดล้อมที่กักเก็บ ไม่มีรูปทรงเป็นเอกเทศ หากแต่แสดงคุณลักษณะที่ชัดเจนของสภาวะในตัวเอง อย่างคำที่ว่า “น้ำย่อมไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำเสมอ ฉันใดก็ฉันนั้น"

 กิเลสทั้งปวง ย่อมนำพาสัตว์โลกลงสู่ที่ต่ำ คือ “อบาย” หนทางที่เดิน เราคือผู้กำหนดเอง สิ่งล่อลวงเป็นเพียงสภาวะภายนอก ที่เข้ากระทบผ่านกายสัมผัส “อายตนะ ทั้ง 6” ตา หู จมูก ปาก กายสัมผัส จิตรับรู้ หากเปรียบ “จิต” คือ “น้ำ” ก็คงคล้อยตามสะภาพแวดล้อมของภาชนะนั้นๆ เรียกไปตามกระแส ก่อนเข้าเรื่องจึงอยากให้ท่านทั้งหลายทราบถึงหลักธรรมดา เหตุทั้งปวงที่เกิดขึ้น เป็นไป อย่างไม่ต้องสงสัย ทำไมชีวิตทุกชีวิตถึงถูกกำหนดให้เป็นเช่นนั้น ผมเองเป็นอีกคนซึ่งมักจะหาเหตุผลจากภายนอก จากสภาพแวดล้อม เป็นครูอยู่เสมอ “ธรรม” คือธรรมชาติ สิ่งหมุนเวียนผ่านรอบๆ ตัวเรา ทุกเรื่องราว ทุกขณะเวลา ปรับเปลี่ยน แปลไป ตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ

            ปลาตกคลัก หรือ (ตกปลัก) คือสิ่งใด พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ มันเป็นผลกระทบจากความแล้ง ทำให้ ห้วย หนอง คลอง บึง ตาม ท้องนา ป่าไพร แห้งขอด น้ำที่จวนจะหาย ด้วยการระเหยแห้ง จากความร้อน ไหลลงสู่พื้นที่เป็นก้นหลุมของความลาดต่ำรวมไว้เป็นจุดเดียว จึงทำให้สิ่งอาศัย ต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนตามสภาพแวดล้อม ตามความอยากมีชีวิตรอด จึงไหลตามกระแสโลก ดิ้นรนไปรวมกัน อย่างไร้จุดหมายในชีวิต เพียงเพื่อรอคอยความกรุณาจากฟ้า ฝน คอยๆ อย่างกระวนกระวายใจ ขอเพียงฝนใหม่ตามฤดูกาลตกลงมา สืบชะตาเผ่าพันธุ์ ให้ดำรงอยู่ต่อไป บนโลกใบนี้

สบโอกาสของคน สัตว์ อาศัยซึ่งกัน หรือเปล่า ได้ใช้ประโยชน์ เป็นห่วงโซ่อาหาร ตามคตินิยมที่ว่า (ปลาใหญ่กินปลาน้อย สัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์อ่อนแอกว่าตน) ไม่มีปัญหาครับ การดำรงอยู่ตามธรรมชาติ ย่อมเป็นไปตามหลักธรรมดาอยู่แล้ว ในช่วงฤดูแล้ง การหาอยู่ หากินมันช่างฝืดเคืองนัก ทุกข์ยากเหมือนตาเห็น ทุกสิ่งหากใช้เงินซื้อหา ผู้ที่อาศัยอยู่บ้านไร่ ปลายนา ยากจะขวนขวายความพอเพียงมาสู่ตนได้ จึงต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงช่วงขณะของธรรมชาติ เป็นโอกาสหาเลี้ยงชีวิต สมาชิกครอบครัว แม้ระยะสั้นๆ ของความหวัง

บ่อโคลน ปลักควาย ที่ใกล้แห้ง มันเป็นแหล่งรวมชีวิตใกล้สูญเสียลมหายใจ ในขี้เลนที่ระเรื่อน้ำโคลนข้องใส่ปลา กระบุง ตระกล้า คุถัง กะละมัง” เตรียมพร้อม เครื่องมือ ตัก สะ วิด ”น้ำส่วนน้อยที่หลงเหลือ แยกออกจากความต้องการของตน” ให้ง่ายต่อการจับด้วยสวิงช้อนปลา หลายวันก่อนไปดูทำเลทองไว้เรียบร้อย ถึงคราวรวมพลพี่น้อง พ่อแม่ นัดแนะรวมตัว ลงแขกวิดน้ำในหนองน้อยๆ จับปู หาปลา ตามธรรมชาติ ก่อนน้ำจะแห้งจนปลาหายหมด (สสารไม่มีวันหายไปจากโลก) หอบลูกจูงหลาน ทะยานสู่ท้องนาเป้าหมาย ก่อนใครจะตัดหน้าไปเสียก่อน เริ่มกันตั้งแต่เช้าตรู่ นึ่งข้าวเหนียวใส่กระติ๊บข้าว พริกผง น้ำปลา เตรียมพร้อม ตัดไม้หลัวปลายนา ปักหลักสร้างเพิง เตรียมฝืน ก่อไฟไว้ท่า สรวนเสเฮฮา สุราขาว 40 ตามประสาชาวบ้าน พี่น้องรวมญาติ ตั้งวงสังสรรค์ เป็นวันแสนสุข ในความเป็นอยู่ที่เลือกไม่ได้ หากเพียงพอจริงๆ คงไม่แสวงหาไปทั่ว ในถิ่นไกลๆ ห่างบ้าน ไกลตา จากคนคุ้นเคย หายหน้าขายแรง จากคนรัก สู่ความหวัง ทิ้งไว้แต่ความทุกข์ยาก ออกแสวงหา “พอเพียง” สุดขอบฟ้า วิ่งหนีเงาของความยากจน ความเป็นจริง ที่เป็นอยู่ สิ่งสวยหรูของคำพูด เพียงพูดกันว่า “สมบูรณ์ “ นั้นมันใครกัน ก็ไม่รู้

LOGO Duck Head

Go to top