บทที่ 37 ของวันนี้ โดย : ไอ้หัวเป็ด โคราช

T274

“คนเราทุกคน” ในความธรรมดา ย่อมต้องผ่านช่วงเวลา “วัยเด็ก” มนุษย์โลก สัตว์สิ่งเดรัจฉาน ถือกำเนิดขึ้นต้องมีช่วงวัยสาม ต้องผ่านการเป็นเด็ก วัยกลางคน และวัยชรา ตามลำดับของการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ พลังงานของสิ่งมีชีวิตต้องเป็นไป ก็ยังมีบางจำพวกที่เกิดขึ้นต่างภพภูมิ ต่างมิติ ตามเรื่องเล่าทางพุทธศาสนามีกล่าวไว้ว่า ยังมีพวกถือกำเนิดขึ้นในมิติที่ 4 คือโลกของวิญญาณ บ้างว่า มิติเวลา

(ช่างเถอะจะยังไงก็ฟังไว้แล้วกัน) วิญญาณที่เกิดขึ้นแต่กรรมบันดารในห่วงมิติเวลา ถือกำเนิดขึ้นโตทันที เรียกพวก (โอปปาติกะ) เทวดาบางจำพวก อมนุษย์ (ไม่ถือรวมเดรัจฉาน) เปรต อสูรกาย ถือการกำเนิดโตทันที ภายใต้รูปลักษณ์เจริญวัย อยู่ในภพภูมิต่างๆ สูงกว่ามนุษย์ ขึ้นไป และต่ำกว่ามนุษย์ลงมา เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน 31 ภพภูมิ (ไม่รวมภูมิมนุษย์) ตามความเชื่อทางศาสนา (กายทิพย์ อาทิสมานกาย) เป็นการเกิดขึ้นแสดงรูป ไปตามคติความทรงจำขณะครองรูปในปัจจุบัน (ก่อรูปขึ้นเป็นกายละเอียด) มีสีสันต์ตามการบำเพ็ญเพียร (ขาวขุ่น หรือโปร่งใส) จะขัดกับหลักที่กล่าวว่า “จิต” ไม่มีรูป สี สัณฐาน” ตัวที่กล่าวนี้ คือ สภาวะของ “จิต” นะครับ (อย่านำไปรวมกับวิญญาณ)

กำเนิด 4 ก็มีว่ากันไป คืออะไรนั้นพูดไปมันยาว เอาเป็นว่า พูดแค่การถือกำเนิด 4 แบบลักษณะ คร่าว ๆ ดังนี้ มนุษย์ สัตว์ เกิดเป็นตัวในครรภ์มารดา สัตว์ที่เกิดในฟองไข่ในครรภ์มารดา สัตว์ที่เกิดขึ้นจากความหมักหมม ของปฏิกูล เกิดเป็นตัวอ่อน หนอน แมลง และพวก

”โอปปาติกะ” เกิดขึ้นโตเลยไม่อาศัยครรภ์มารดา เป็นสิ่งใดนั้นอธิบายไว้ข้างต้นแล้ว น่าจะเข้าใจง่ายๆ

โอปปาติกะ บางจำพวกคงรู้จัก หรือเคยได้ยินได้ฟัง เห็นในหนังพวกอภินิหารไทยย้อนยุคมาบ้าง คงคุ้นเคยกับพวก พญานาค ครุฑ คนธรรพ์ เทือกนี้ละครับ โดยเฉพาะพวกกายทิพย์จะไม่ผูกติดกับสภาวะธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ซึ่งเป็นธาตุก่อให้เกิดเป็นคน เป็นสัตว์

            พวกที่เกิดใน โอปปาติกะ จึงไม่มีความทรงจำดีๆ ของวัยเด็ก (ได้อย่าง ก็เสียอย่าง) ไม่มีภพใด ภูมิใด สมบูรณ์ไปหมดทุกอย่างหรอกครับ จากที่เราเห็นๆ กัน ตามสิ่งที่คนทั้งหลายจิตนาการขึ้นมาเป็นเรื่อง เป็นราว จากหนังสือคำสอนศาสนา ที่หาเหตุ อ้างผลมากมายหลายตำรา เรื่องเล่าปากต่อปากของปู่ย่า ตายาย พระสงฆ์องค์เจ้า เราก็ฟังๆ กันไปตามใจคนแก่เถอะครับ เชื่อหรือไม่ มันอีกเรื่องนึ่ง

            กลับเขาสู่ความเป็นจริงในธรรมชาติของคนกันดีกว่าครับ “ปฐมวัย” ครั้งเมื่อเริ่มจดจำสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเบื้องต้นของความรู้ เกิดจากสัมผัสจับต้องสิ่งต่างๆ รอบตัว มันเป็นประสบการณ์แรกของพัฒนาการมนุษย์ ก่อนจะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร การได้ยิน การมองเห็น แสง สี ในธรรมชาติ เป็นขบวนการของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เกิดการรับรู้ ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา มีชีวิตเติบโตเป็นลำดับขั้นตอนต่างๆ เริ่มจากเป็นก้อนเนื้อ จนถึงก่อรูปร่างคล้ายจิ้งเหลน แล้วจึงแยก ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ลำตัวเล็กๆ เท่าฝ่ามือ เติบโตขึ้นตามลำดับพัฒนาการ กินอาหารจากสายสะดือแม่ เริ่มรับรู้อารมณ์เบื้องต้น จากสัมผัสรสอาหารที่ผ่านขบวนการแปลรูปไปสู่ทารก (ทางการแพทย์เข้าก็ว่าเช่นนั้น) เหตุลึกๆ ในวิชาการไม่อาจเข้าใจในศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ของเขา แต่เข้าใจด้วยจิตที่สั่งสมประสบการณ์ เรียกว่า “ความรู้สึก”

            บอกได้เลยว่า รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น ถูกผิดค่อยว่ากันทีหลัง เพราะเราเองก็เคยมีอาการเช่นนั้นในครรภ์มารดา ในภายหลังมันจึงเป็นความรู้ภายนอก จากประสบการณ์ที่เห็น ได้ยิน ได้ทำความเข้าใจจากการศึกษา (การอ่าน) สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ส่งต่อของแม่ สู่ลูก เป็นวัยเยาว์ที่ไม่สามารถจดจำ แต่มันมีอยู่จริง เรียกพื้นฐานทางอารมณ์ (อารมณ์ดี เพราะมีความสุข) ความสุข สิ่งที่มองไม่เห็น หากเพียงแต่รับรู้ด้วยความรู้สึก แสดงออกผ่านร่างกาย ในเด็กทารกแรกเกิดมักแสดงออกทางกายภาพ ในรูปแบบของ เสียงร้อง อุณหภูมิร่างกาย การหลั่งของเสียออกมา และกลิ่น ทุกคนก็เป็นเช่นนี้ละ ก็นี้คนครับ

            ต่อไปคงรู้นะว่าจะดำเนินเรื่องของชีวิตเป็นเช่นไร มันก็เติบโตตามลำดับขั้นต้อนของธรรมชาติ อาหาร น้ำ ความเอาใจใส่ จนไปถึงได้รับรู้ เรียนรู้ เรื่องการศึกษา เบื้องต้นจากครอบครัว พ่อ แม่ เป็นผู้ถ่ายทอด ก่อนจะเริ่มวัยเรียน เรียกเตรียมพัฒนาการทางอารมณ์ของลูก ก่อนจะมีสังคมภายนอก เด็กๆ เล็กๆ ก็สังคมแบบเล็กๆ นั้นละครับพอเริ่มมีสังคม มันก็คือจุดเริ่มของปัญหาต่างๆ จากของเด็ก ไปถึงผู้ปกครอง (มันเป็นตัวอะไรแน่ ไอ้ตัวปัญหา) รู้สึกจะติดตามคนเรามาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว ถ้าอยากเข้าใจให้ลึกซึ้ง ลองไปอ่านบทก่อนหน้าที่ผมเคยเขียนไว้นะครับ ผมอธิบายหรือแทรกเรื่องของปัญหาอยู่เสมอๆ เหตุเพราะโลกนี้มันมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ เขาก็เป็นกัน ไม่แปลกในมุมมองของผู้ปฏิบัติธรรม (มันคือตัวโลก) เพราะผู้อาศัยต้องเป็นไปตามนั้น เรียกว่า (ตามสันดานโลก)

            ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงชั้นประถม ในชั้นเรียนท่ามกลางเด็กร่วมชั้นมากมาย ณ ภายในห้อง อาคารไม้เก่าๆ ในอดีต ครูสาวในอดีตคนหนึ่ง เรื่องธรรมดาของครู เมื่อเป็นผู้ให้ ย่อมได้รับเป็นสิ่งดีๆ ตอบแทน ในฐานะผู้สร้าง เรือจ้างสู่ทางสำเร็จ (เป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของ “ครู” ผู้สร้าง) ช่างอบอุ่นนัก เมื่อย้อนความคิดกลับ บางครั้งยังนึกเห็นใจ และเสียใจ กับสิ่งที่เราเคยผิดพลาดซนก็ไปตามวัยทโมน บางเวลาทำการ หรือแสดงความไม่ตั้งใจ เห็นความหวังดีที่ท่านมอบให้ กลายเป็นเรื่องแย้ๆ ไปเสียฉิบ ในชั่วโมงภาษาไทย ครูเคยถามเราว่า โตขึ้นพวกเธออยากเป็นอะไรกันบ้าง (หมายถึงอาชีพ) เด็กหญิงอยากเป็นพยาบาล เด็กชายหลายๆ คน อยากเป็นตำรวจ จับคนร้าย เห็นเป็นเรื่องสนุกดี เหมือนในหนัง ไล่เลียงมาทีละคน จนมาหยุดที่เรา “แล้วเธอละ นายขี้ดื้อ อยากเป็นอะไรกับเขา” ครูสาวภาษาไทยในอดีต ถามอย่างไม่รู้สึกถึงตัวตนของเราว่ามีอยู่นะครู เหมือนถามมันไปอย่างนั้น ตามหน้าที่ (เพราะความไม่สนใจเรียนละมั่ง) เราตอบอย่างไม่ต้องคิดมาก เพราะความซ้ำซากผ่านมายี่สิบกว่าคน ก่อนจะมาถึงเรา ครับครู “ผมอยากเป็น “นก” ครับครู ) ครูมองหน้า ยิ้มๆ เพื่อนๆ หัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขบขัน ฮาๆ กันไปทั้งห้อง “มันไม่เห็นจะแปลกเลย” แค่ความคิดเด็กคนหนึ่ง หากความหมายของคำ เป็นปณิธานไม่ยิ่งใหญ่พอ เป็นเพียงแค่ความนึกฝันของเด็กป้องๆ ถึงใช้การจริงไม่ได้ในสังคม ก็ออกมาจากใจนะครับ...คุณครู

LOGO Duck Head

Go to top