ปลายเดือนธันวา "หนนั้น" ครั้งหนึ่งเคยหนาวมาก ๆ กับชีวิตพระธุดงค์หนุ่มเหลือน้อย (ปฏิบ้ติยากด้วยแสวงหาทุกข์) เสมอด้วยความสบาย "ไม่มี"

บทที่ 63 โดย ไอ้หัวเป็ด โคราช

T2853

          เรา... ผู้หัวโล้นห่มผ้าเหลืองสีกรัก ใกล้ ๆ กับกาลกำลังจะเก่า "ของสีหมองหม่น" พกคำถาม "ทำไม" ออกเดินทางไปพร้อมความไม่แน่นอนของสังขาร  เดินทางจากนครราชสีมา มุ่งหน้าสู่ป่าเขา ในจังหวัดลําพูน การเดินทางค่อนข้างยุ่งยาก และ "ทุลักทุเล" พอสมควร เนื่องเหตุ "เป็นพระใหม่" ไม่เคยเดินทางไกลเกินกว่าเส้นทางบิณฑบาตของตน (เพื่ออะไร) ออกไปดีกว่าอยู่ vision เรา...คิดว่า "อยู่เฉย ๆ อาจจะไม่รู้อะไรเลย"

 

          เส้นทางเดินไร้จุดหมายที่ชัดเจน  จากคำแนะนำของ "สหธรรมิก" พร้อมเศษกระดาษสมุดปกอ่อนของเด็กปถม ที่ถูกฉีกออกมาส่วนหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกถึงความเร่งรีบของผู้ส่งให้ ในแผ่นกระดาษนั้นถูกเขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีฟ้า "เมื่อไปถึงแล้วให้ท่านไปติดต่อกับ พ่อหลวงคนนี้นะ" (พ่อหลวงของคนเหนือคงหมายถึง ผู้ใหญ่บ้าน ครับ)  ด้วยการเดินทางต้องต่อรถถึงสองต่อ จากโคราช ไปถึงกรุงเทพฯ จึงได้ขึ้นรถไปยัง "ลำพูน" ในอำเภอหนึ่งที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด เส้นทางอันคดเคี้ยว เลี้ยวลด และความมืดของเวลาขณะนั้น ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเด็กรถ "ถึงแล้ว ตุ๊เจ้า" คำว่า ตุ๊ คือ พระ คำว่าพระ คือ เณร ศัพท์เรียกทางเหนือเขานะ

        ทันทีที่ก้าวลงรถรับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นของอากาศในฤดูจริง ๆ หนาวจับชั่ว ลมพัดวอย ๆ ผ่านปะทะจีวรสีกรักเก่าบาง ๆ ผัสสะกายเย็นเยือก ในแสงสลัวของไฟสีเหลืองหลอดแรงเทียนกลม ๆ บนเสาร์สูง ข้างรั้วโรงเรียนแห่งนั้นเอง มองเห็นเจ้าถิ่นสอง สามคน โดยประมาณ นั่งรอบกองไฟเหมือนลูกเสือสำรอง  คนเหล่านั้นปิดบังร่างกายมิดชิดกันหนาว บนหัวสวมหมวกไอ้โม่งแบบโผล่เห็นแต่ลูกตา กันทุกคน "เรา" ตรงดิ่งไปหาพวกเขาเหล่านั้นทันที ด้วยเย็นใจ และเย็นเยือกเสมอกันในขณะนั้น กับคำถาม และ งง ๆ ที่แสดงออกของชาวบ้าน "โยม วัดป่าถํ่านี้ไปยังไงหรือจ๊ะ โยม" ตุ๊มาจะไดก้อ ฮั่น "ป้ายวัดถูกขโมยไปแล้ว" เขาชีไปที่ซอยดินแดงเล็ก ๆ ข้างรั้วโรงเรียนนั้นละเจ๊า แม่นจริง ๆ เด็กรถบอกฉันลงมันช่างพอดิบพอดีจริง ๆ

        เมื่อเดินต่อมาอีกประมาณกว่าสองกิโลแม้ว ก็มองเห็นศาลาที่มีนากตัวใหญ่ สองตัวทอดตัวลงมาเป็นราวบันได ชูคอตั้งอย่างหน้าเกรงขาม ขณะนั้น ตีสี่กว่า จังหวะดี มองเห็นหลวงพี่รูปหนึ่งลงมาทำวัดพอดี ฉันจึงตรงไปหาท่าน พร้อมแจ้งความประสงค์ สรุปไม่ต้องไปหาพ่อหลวงอะไรนั้น ชีวิตมันดันไปเจอแบบ "จุดไต้ตำตอ" จริง ๆ เลยเชียว แต่ก็คงต้องยื้นกระดาษนั่นให้หลวงพี่เขาไป กันเหนียว กลัวว่าจะต่อกับท่านไม่ติด หลวงพี่รูปนั้นท่านก็ขอดูหลักฐาน เกรงว่าเราจะเป็นพระปลอม ๆ แบบสมัยนิยมในทุกวันนี้ เรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ด้วยคำว่า "ท่าน กลัวผีไม" อะไรว่ะ ยังไม่ทันพักเลย

        หลังจากร่วมทำวัดเช้าเสร็จสิ้น ก็เตรียมตัวออกบิณฑบาต เก็บสำภาระในห้องรับรองบนศาลาธรรมนั้น กิจเช้าเสร็จสมบูรณ์ทุกอย่าง ก็มาถึงชั่วโมงหาที่พัก ที่หลวงพี่ท่านถามว่ากลัวไม นั้นหมายความว่า ท่านลองเราเลยละ ใจร้ายจริง ๆ เราเองมันก็คนอวดดีเสียด้วย ท่านว่าอย่างนี้ "ถ้าหลวงพ่อไม่กลัว ก็ขึ้นไปจำวัดในถํ้านั่นเลยก็ได้" มีพระผู้ใหญ่หลายท่านจำวัดปฏิบัติในถํ้านั้น สำเร็จหลายท่านแล้ว หลวงพี่ยังสาทกเรื่องอื่น ๆ ที่เหนือธรรมชาติอีกมากมายเกินบรรยายได้หมด สรุปเลยก็แล้วกัน คืนนั้นฉันก็ได้ตกลงเอาถํ้านี่ละเป็นคูหาปฏิบัติ ไม่สนใจคำขู่หรอก ใจลึก ๆ มันก็หวั่นอยู่ คิดดี ทำดีจะกลัวอะไร ปลอบตัวเองไปก่อน

      มองบันไดสูงชันขาก็สั่น คืนนั้นก็เจอเลย เมื่ออยากลอง ก็จัดให้ ขณะเริ่มต้นเดินจงกลมในถํ้ากำหนดจิตกับความเย็นที่กระทบเท้าในแต่ละย่างก้าวเป็นกำลัง เวลาก็เคลื่อนไป ๆ ทุกขณะ เงียบ เย็นเยือก วังเวง ได้ยินเพียงเสียงแปลก ๆ ไม่รู้ว่าตัวอะไรบ้าง ไม่สนใจ หน้าพระประธานองค์ใหญ่ในถํ้า ฉันได้รับเทียนพรรษาเก่า ๆเล่มหนึ่งที่ใช้แล้วไปกว่าครึ่ง จุดเทียนชัยหน้าพระพอแสงนวลงามไล้ความกลัวของใจตนเองลงไปได้บ้างในช่วงขณะนั้น ถึงเวลานั่งดูลมหายใจ เมื่อกำหนดจิตลงซักครู่หนึ่ง ลมเย็นวูปพัดเข้ามาจากปล่องภายในถํ้า ขนลุกซู่ขึ้นทันที ความเย็นในถํ้าขณะนั้นมันเพิ่มทวีขึ้นมากกว่าที่เราคิดไว้ ปิดกั้นรู้สึกด้วยคำภาวนา เสียงดังกหึ่มในใจ พุธ โท ๆ ๆ ข่มความกลัวไว้ ใจเต้นตุ๊บ ๆ เหมือนจะทะลุออกมาจากร่างกาย  ฉันไม่ลืมตาเด็ดขาด เจริญภาวนาเร็งแบบถี่ยิบเลยในช่วงเวลานั้น หนาวไม่หนาวแล้ว เหงื่อเม็ดใหญ่ ๆ ผลุดซึมเริ่มชุ่มจีวร แข่งกับอากาศหนาวภายนอก ฉับพลัน "ชัดเลย" เสียงฝีเท้า ก๊อปแก๊ป ๆ เดินรอบ ๆ ตัว มันชัดเจนยิ่งกว่าอะไร แน่แล้วใช่ไหมนี่ มันเอาเราแล้วหรือ ขณะความคิดอยู่นั่น ขนแขนมันก็ลุกขึ้นมาเอง ขนบนหัวที่ไม่มีผม ก็ชูชันแบบรู้สึกเอาได้ กลัวก็โดน ไม่กลัวก็โดนอยู่ดี งานนี้เอาไงดีว่ะเรา เรามาแสวงหาสัจจะ เป็นไงก็เป็นซิ ใจมันบอกสู้ ถ่อยไปจะเสียจริตพระ ครูอาจารย์ท่านสอนมาให้กล้าเผชิญความจริง ไหน ๆ แล้ว ก็อยากรู้เหมือนกัน ผีมันจะหน้าตาเป็นไง ด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ฉันจึงค่อย ๆ หลี่ตามองแล้วค่อย ๆ ลืมตามอง ชัดเลย โอ้โหว อะไรนี่ มันหลอกกันได้ขนาดนี้เลยหรือ "จิต" มันกลัวไปได้ อะไรนักหนานี่ ตาประสานกันเลยทีเดียว "หนูตัวเบ้อเริ่ม" กำลังกัดกินเทียนพรรษาอย่างหิวโหย เสียงนั้น คล้ายคนเดินรอบ ๆ ตัว ด้วยความเงียบ ในถํ้ามันทำให้เสียงก้องจึงฟังคล้ายเสียงคนเดินรอบตัว ใจสงบลง แจ้งในใจเลยชั่วโมงนั้น นั่งพิจารณากลับไปกลับมา ให้หัวเราะตัวเอง เจอดีแล้วเราคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยระทึก ขำ ๆ นี้ละครับ พิจารณาสิ่งใดให้รู้เห็น ชัด ๆ ก่อนสรุปว่า อะไร คือสิ่งใด

และเช้านั้น ก่อนบิณฑบาต หลวงพี่ถาม "เจออะไรไหมหลวงพ่อ" ฉันตอบ "ขนลุกขนพองเลยทีเดียวละ...หลวงพี่"

LOGO Duck Head

Go to top